ผัก...ผลไม้ ต้าน "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009"

ผัก...ผลไม้ ต้าน "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009"


การระบาดของ "ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่" กลับมาอีกระลอก ถึงแม้ว่าผู้คนจะฝากความหวังไว้กับวัคซีนต้านไวรัสที่หลายบริษัทกำลังเร่ง พัฒนาจนใกล้สำเร็จ แต่ความหวังนั้นต้องมีอันสะดุดลง เมื่อพบว่าผู้ได้รับวัคซีน 6 คนเกิดอาการแพ้วัคซีนอย่างรุนแรง ทำให้ "แกล็กโซสมิทไคลน์" บริษัทยายักษ์ใหญ่ผู้พัฒนาวัคซีนต้องชะลอการใช้และเรียกคืนวัคซีนกว่า 170,000 dose  แทนที่จะนั่งรอให้ไข้หวัด 2009 มาเล่นงานเรา เราเองก็สามารถดูแลตัวเองและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้โดยใช้ โภชนาการนี่แหละ

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการค้นพบว่า สารอาหารสามารถต้านทานโรค ไข้หวัดได้ โดยสารอาหารต่าง ๆ ทั้งวิตามินเอ ซึ่งพบในผักและผลไม้หลากหลาย รวมถึงสังกะสีซึ่งอยู่ในอาหารทะเล ถั่ว และเมล็ดธัญพืช จะช่วยเสริมพลังที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อจะต่อสู้กับโรคและความเจ็บป่วยที่มาเยือน

แม้ว่ายังไม่มีคำตอบที่กระจ่างชัดถึงการดูดซึม และบทบาทของสารอาหารแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าวิตามินและแร่ธาตุบางตัวสามารถช่วยให้ร่างกายมีศักยภาพ ที่จะต่อสู้กับโรคร้ายได้ อาทิ วิตามินอี ที่ช่วยลดการติดเชื้อได้ และทำให้การทำงานของภูมิคุ้มกันดีขึ้น

 "อนุราช ชานการ์" นักวิจัยจากฮาร์วาร์ด สกูล ออฟ พับลิก เฮลท์ กล่าวว่า ในการสร้างเซลล์คุ้มกันเพื่อต่อกรกับการติดเชื้อนั้น หากร่างกายไม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถผลิตเซลล์คุ้มกันที่ร่างกายต้องการ จึงเป็นไปได้ยากที่จะจัดการกับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉะนั้นผู้ที่ขาดสารอาหารจะมีความเสี่ยงมากกว่า โดยจากการทดลองของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาพบว่า สัตว์ทดลองที่ขาดสารอาหารไวรัสสามารถกลายพันธุ์และแข็งแกร่งขึ้นเมื่อภูมิ คุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ซึ่งหากมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นแล้ว แม้จะได้รับสารอาหารครบถ้วนก็อาจพ่ายต่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ร้ายกาจกว่าเดิม

ไม่เพียงแต่คนที่ขาดสารอาหารจะมีความเสี่ยง แต่ความตุ้ยนุ้ยเกินพอดีก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพราะความอ้วนทำให้เจ้าของร่างกายอ่อนแอกว่าเชื้อโรคอย่างไวรัส ไข้หวัด ขณะที่อาหารฟาสต์ฟู้ดมีวิตามินและแร่ธาตุต่ำ ไขมันอิ่มตัวยังทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งล้วนเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ

"เมลินดา เอ.เบ็ก" นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาพบว่า จากการศึกษาในหนูทดลองมีหนูตัวผอมแค่ 4% ที่ติดเชื้อไข้หวัดและตาย เทียบกับหนูตัวอ้วนที่มีอัตราการตาย 40-60% หลังติดเชื้อไวรัส

นอกจากนี้ ยังพบว่าคนอ้วนที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ ภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแกร่งได้ ซึ่ง

"โดนัลด์ เฮนสรัด" จากเมโย คลินิกบอกว่า เมื่อคนอ้วนเจ็บป่วยภูมิคุ้มกันในร่างกายจะไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อ โรค

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า การเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป และลดการบริโภคไขมันทรานส์แฟต และไขมันอิ่มตัวอื่น ๆ จากสัตว์ รวมถึงน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว แต่ควรจะบริโภคน้ำมันมะกอกแทน

ผลสำรวจจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ในปี 2550 พบว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันบริโภคผักและผลไม้น้อยกว่าที่แนะนำไว้ที่ 5 ส่วนบริโภค (5 servings) ในแต่ละวัน ขณะที่ผลการศึกษาของฮาร์วาร์ดที่สำรวจชายและหญิง 110,000 คน ในปี 2547 พบว่าผู้ที่บริโภคผักและผลไม้เฉลี่ย 8 ส่วนบริโภค หรือมากกว่านั้นจะมีอัตราการหัวใจวายลดลง 30% เทียบกับผู้ที่บริโภคผักผลไม้แค่ 1.5 ส่วนบริโภคต่อวัน

แต่การโหมเสริมวิตามินและแร่ธาตุด้วยการบริโภค อาหารเสริมและวิตามินเม็ดก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีเท่ากับที่อยู่ในอาหาร และหากบริโภคมากเกินพอดีก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

7 ขั้นตอนปฏิบัติ การรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009



7 ขั้นตอนปฏิบัติ การรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009

1. อันดับแรกสำรวจตนเองว่าอยู่ในกลุ่มเป้าหมาย หรือไม่

       วัคซีน เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันโรค แต่เนื่องจากวัคซีนมีจำกัดและเป็นที่ต้องการทั่วโลก ดังนั้นจึงต้องมีการจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงที่เมื่อป่วยจะมีอาการ รุนแรงในการให้วัคซีน ดังนี้
  • หญิงมีครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป
  • บุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัม/เมตร2
  • ผู้พิการรุนแรงที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้
  • บุคคลอายุ 6 เดือน - 64 ปี ที่มีโรคประจำตัว

2. สำรวจตนเองว่ามีข้อห้ามในการรับวัคซีนหรือไม่
บุคคลที่มีข้อห้ามรับวัคซีน
  • บุคคลอายุน้อยกว่า 6 เดือน
  • ผู้ที่แพ้ไข่ หรือสารเคมีอื่นที่อยู่ในวัคซีน
  • ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการแพ้อย่างรุนแรง
  • หากมีไข้ หรือมีอาการเจ็บป่วยที่อาการไม่น่าวางใจ ควรเลื่อนการรับวัคซีนไปก่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จนกว่าจะเป็นปกติหรือโรคประจำตัวมีอาการคงที่ควบคุมได้
ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์ในโรงพยาบาลก่อนการฉีดวัคซีนทุกครั้ง

3. รับรู้ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือว่าเป็นวัคซีนที่มีความ ปลอดภัยสูง ได้มีการให้กับคนทั่วโลกแล้วประมาณร้อยล้านคน แต่ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง เช่น ปวด, บวม บริเวณฉีดวัคซีน, มีไข้ต่ำๆ, ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมีโอกาสเกิดน้อยมาก เช่น การแพ้วัคซีน, อาการทางระบบประสาท

4. สมัครใจรับและลงชื่อรับวัคซีน เมื่อได้รับทราบเหตุผลความจำเป็นรวมทั้งภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นแล้วให้ ผู้รับบริการตัดสินใจในการรับวัคซีนโดยสมัครใจและลงชื่อยินยอมรับบริการ

5. รับการฉีดวัคซีน วัคซีนชนิดนี้จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อถ้าเป็นผู้ใหญ่จะฉีดที่บริเวณต้นแขนในเด็ก เล็กฉีดที่หน้าขา ผู้ใหญ่ฉีด 1 ครั้ง เด็กต่ำกว่า 9 ปี ฉีด 2 ครั้ง (ห่างกัน 4 สัปดาห์)        

6. สังเกตอาการตนเอง 30 นาที หลังฉีดวัคซีน หลังฉีดวัคซีนแล้วให้นั่งพัก 30 นาที ที่โรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงมักเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีดวัคซีน อาการที่สังเกตได้แก่ อาการคันที่ผิวหนัง บวมตาบวมปาก หน้า ลำคอ หายใจลำบาก ชีพจรเบา ช็อกวิงเวียน ใจสั่น เป็นลม เหงื่อออก และเมื่อกลับไปบ้านแล้วควรมีผู้ดูแลหลังฉีดวัคซีนต่ออีก 2 วัน

7. ทราบสถานที่และวิธีติดต่อโรงพยาบาลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ ก่อนกลับบ้านต้องตรวจสอบสถานที่และวิธีติดต่อโรงพยาบาลเมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ปกติ เพื่อที่จะได้ติดตามและดูแลแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สธ. ย้ำประชาชนอย่าประมาทไข้หวัดใหญ่ 2009

สธ. ย้ำประชาชนอย่าประมาทไข้หวัดใหญ่ 2009 ต้องป้องกันตนเองต่อเนื่อง - กลุ่มเสี่ยงรีบรับวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุข ย้ำเตือนประชาชนอย่าชะล่าใจ ยังต้องคงมาตรการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ต่อเนื่อง ส่วนคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงให้รีบรับวัคซีนป้องกัน ขณะนี้มีกลุ่มเสี่ยงได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 3,769 รายใน 31 จังหวัด ไม่พบอาการแพ้รุนแรง

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพอากาศที่หนาวเย็นเอื้อให้เกิดการระบาดของโรคทางเดินหายใจได้ง่าย โดยพบว่ามีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 10 และผู้ป่วยปอดอักเสบเพิ่มจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 10 จึงได้กำชับให้โรงพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจเป็น พิเศษ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่วนอสม.และเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ให้ย้ำเตือนมาตรการป้องกันโรคแก่ประชาชน และหากพบผู้ที่มีอาการไข้หวัด ให้แนะนำไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อที่หากป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 จะได้รับยาต้านไวรัสทันที ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้

“การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้กับกลุ่มเสี่ยง 2 วันที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่ามีผู้ฉีดแล้ว 3,769 ราย จาก 31 จังหวัด ไม่พบผู้มีอาการแพ้รุนแรง พบเพียงอาการเล็กน้อย คือปวด บวม แดงที่รอยฉีดเท่านั้น จึงขอให้ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้มั่นใจ และขอให้รีบมารับวัคซีนที่โรงพยาบาลตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ส่วนผู้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ตกสำรวจ สามารถลงทะเบียนเพิ่มเพื่อรับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณ สุขใกล้บ้าน ยืนยันกระทรวงสาธารณสุขมีวัคซีนเพียงพอกับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทุกคน” นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าว

ทางด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 3-9 มกราคม 2553 มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย เป็นชายวัย 24 ปี อยู่ จ.ชัยภูมิ หญิงวัย 30 ปี จ.ร้อยเอ็ด ทั้ง 2 ราย มาพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสช้าเกินไป ส่วนเด็กชายอายุ 4 ปี จ.นครราชสีมา จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และเด็กชาย 6 ปี จ.เชียงใหม่ มีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืดและอ้วน ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม 55 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 - 9 มกราคม 2553 รวม 30,805 ราย เสียชีวิต 196 ราย โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยยืนยันสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ ตราด เชียงราย พะเยา และสงขลา

นายแพทย์มานิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประชาชนอาจจะคลายความกังวลเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้ละเลยการป้องกันตนเอง เห็นได้จากการใช้หน้ากากอนามัย และการล้างมือของประชาชนลดลงอย่างมาก จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดมากขึ้น ขอย้ำเตือนให้ประชาชนทุกคนยังคงต้องเคร่งครัดกับมาตรการป้องกันตัวเอง ทั้งการออกกำลังกาย กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เป็นไข้หวัด จะต้องใส่หน้ากากอนามัย และหยุดพักงานอยู่กับบ้าน 7 วันจนหายป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปสู่คนอื่น

ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข

สธ.ตั้งเป้าฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 วันละ 20,000 คน

สาธารณสุขเผยผลการฉีดวัคซีนวันแรก ผ่านไปด้วยดี เบื้องต้นได้รับงานอย่างเป็นทางการจากจังหวัดฉีดแล้ว 1,622 คน ไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง มีแค่อาการเล็กน้อยเช่นปวด บวมที่รอยฉีด เผยการฉีดจะไม่เร่งรีบเกินไป เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ตั้งเป้าฉีดวันละ 20,000 คน จนครบเป้าหมาย 3 เดือน

หลังจากที่เริ่มฉีดทั่วประเทศวันแรกวันที่ 11 มกราคม 2553 ว่า เบื้องต้นได้รับรายงานอย่างเป็นทางการจาก 13 จังหวัด รวม 1,622 คน จังหวัดเชียงใหม่มีการรายงานผู้ฉีดวัคซีนมากที่สุด 555 คน พบอาการข้างเคียงเล็กน้อยหลังฉีด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบได้ เช่น อาการปวด บวมที่รอยฉีด ไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง ซึ่งโรงพยาบาลทุกแห่งมีระบบการช่วยเหลือและการติดตามหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขมีระยะเวลาฉีดวัคซีน 3 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2553 มีกลุ่มเป้าหมายฉีด 5 กลุ่ม ประกอบด้วยบุคลากรการแพทย์ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป คนอ้วนน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัม ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ บุคคลที่เป็นโรคเรื้อรังอายุตั้งแต่ 6 เดือน – 64 ปี ได้แก่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย มะเร็งที่อยู่ในระหว่างให้เคมีบำบัด โรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเบาหวานที่มีและไม่มีโรคแทรกซ้อน รวมประมาณ 2 ล้านคน โดยจะทยอยฉีดให้วันละประมาณ 20,000 คน ทุกแห่งจะเน้นที่ความปลอดภัยเป็นหลัก จึงไม่จำเป็นต้องรีบเร่งฉีด ยืนยันว่าวัคซีนทั้งหมดนี้ จะฉีดให้ผู้ที่มีความเสี่ยงดังกล่าวก่อน

ผู้ที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ได้ ได้แก่ ผู้ที่แพ้ไข่ หรือ เคยแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ที่กำลังมีไข้หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เฉพาะสายพันธุ์ใหม่ 2009 เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสาย พันธุ์อื่นๆ ได้

สำหรับประชาชนที่สนใจเกี่ยวกับวัคซีนป้องกัน ไข้หวัดใหญ่ 2009 สามารถเปิดดูรายละเอียดได้ที่ เวิร์ล ไวด์ เวป ไทเอช1เอ็น1 วัคซีนดอทคอม(www.thaih1n1vaccine.com ) ซึ่งจะมีคำถามคำตอบเกี่ยวกับวัคซีน คำแนะนำในการฉีด ยืนยันว่าการให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 มีบริการฟรีเฉพาะในโรงพยาบาลของภาครัฐได้แก่ โรงพยาบาลที่อยู่สังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ สังกัดกทม. สังกัดมหาวิทยาลัย สังกัดตำรวจ สังกัดกลาโหม ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการก็บริการฉีดให้หญิงตั้งครรภ์ที่ไปฝากครรภ์ กับโรงพยาบาลเอกชนนั้นๆ โดยฟรีเฉพาะค่าวัคซีน ส่วนค่าบริการฉีด ขอความร่วมมือไม่คิดค่าบริการ ส่วนค่าบริการอื่นๆเป็นไปตามที่กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงเกษตรฯ แถลง หมูติด ไข้หวัด 2009 ครั้งแรกในไทย

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รายงานการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A H1N1 หรือเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 1 ตัวอย่าง ในสุกร จากฟาร์มสถานีวิจัยทับกวาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จ.สระบุรี โดยผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยพบเชื้อดังกล่าวในสุกร หลังจากที่ประเทศไทยพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในคนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

นายธีระ กล่าวว่า สำหรับการพบเชื้อครั้งนี้ มาจากการที่กรมปศุสัตว์ได้ติดตามและเฝ้าระวัง สุ่มเก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกสุกรทั่วประเทศทั้งสิ้น 26,382 ตัวอย่างตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤศจิกายน 2552 โดยในฟาร์มสุกรสถานีวิจัยทับกวาง ได้สุ่มตรวจทั้งหมด 80 ตัวอย่าง พบเพียง 1 ตัวอย่าง และปัจจุบันสุกรทุกตัวภายในฟาร์มมีอาการปกติ

อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์ได้ออกมาตรการควบคุมโรค สั่งกักสุกรทุกตัวในฟาร์ม จำนวน 600 ตัว พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบดูอาการด้วยสายตาทุก 3 วัน พร้อมดำเนินการทำลายเชื้อโรคในฟาร์ม วัสดุ อุปกรณ์ ยานพาหนะเข้าออก ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคในพื้นที่รัศมี 5 ก.ม.และให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสุกร

"จากมาตรการที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการในขณะนี้ ถือว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดและปลอดภัย เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายจากสุกรไปสู่สุกร หรือจากสุกรไปสู่คน ซึ่งทั่วโลกขณะนี้ยังไม่มีรายงานหลักฐานจากสุกรไปสู่คน ขอให้ประชาชนผู้บริโภคอย่าได้วิตกกังวล ยังสามารถบริโภคเนื้อสุกรได้ตามปกติ" นายธีระ กล่าว

โดยก่อนหน้านั้น มีรายงานข่าวระบุว่า ได้พบหมูในฟาร์มเลี้ยงที่ ต.ทับกวาง จ.สระบุรี ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ชนิด A (H1N1) ซึ่งคาดกันว่า การแพร่ระบาดดังกล่าวมาจากนักศึกษา ที่เข้าไปฝึกงานในฟาร์มของมหาวิทยาลัยฯ

ที่มา : www.kapook.com

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009

 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่หลายประเทศกำลังเร่งผลิตและทดลองกันอยู่ในขณะนี้ กลายเป็นความหวังของคนทั่วโลก ในยามที่โรคอุบัติใหม่ดังกล่าวกำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ ขณะที่นักวิจัยของไทยเองได้มีการสร้างเชื้อไวรัสสำหรับผลิตวัคซีนเองเหมือน กัน ทั้งวัคซีนชนิดเชื้อเป็นและเชื้อตาย แต่วัคซีนชนิดไหนดี เด่น หรือด้อย อย่างไร คงต้องลองเปรียบเทียบดูหลายๆ ปัจจัย อาทิเช่น




ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิดไหน ก็ขอให้คนไทยทำสำเร็จ สามารถนำมาใช้กับคนได้จริงๆ สำหรับตอนนี้ในขณะที่วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังไม่มี พวกเราก็ต้องใช้วิธีดูแลตัวเองไปก่อน พยายามป้องกันอย่าให้ป่วยเป็นโรคนี้ ด้วยการล้างมือบ่อยๆ หากยังไม่ได้ล้างมือก็อย่านำมือมาขยี้ตา แคะจมูก หรือหยิบสิ่งของเข้าปาก ไอจามใส่กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้า และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทันทีที่ไม่สบายหรือเป็น หวัด สำหรับคนปกติหากเข้าที่แออัดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองรับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว หากพวกเรา “รวมพลังกันสู้หวัด” ตามมาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เชื่อว่า เราจะสามารถเอาชนะเจ้าไข้หวัด2009 ได้

ใครควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในแถบยุโรป รวมทั้งประเทศไทย กำลังมุ่งมั่นผลิตวัคซีนเพื่อรับมือกับการระบาดของไข้หวัด 2009 กันอยู่ ในประเทศไทย การระบาดรอบสองอาจเกิดขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงและอาจจะมีความรุนแรง มากกว่าเดิมหากการผลิตวัคซีนสำเร็จ ใครกันล่ะ ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อนคนอื่น

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วัคซีนไข้หวัด 2009 นี้มี 2 ชนิดหลัก คือ วัคซีนชนิดเชื้อตายที่ให้โดยการฉีด และวัคซีนชนิดเชื้อเป็นแต่อ่อนฤทธิ์ที่ให้โดยการพ่นเข้าจมูก ทำให้เกิดการติดเชื้ออ่อนๆและน่าจะเกิดภูมิต้านทานได้ดีกว่าชนิดเชื้อตาย แต่มีข้อห้ามต่อการให้แก่หญิงตั้งครรภ์และคนมีโรคประจำตัวบางกลุ่ม

วัคซีนเชื้อตายจะมีใช้ก่อนวัคซีนเชื้อเป็น สหรัฐอเมริกาได้จัดลำดับคนที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัด 2009 ชนิดฉีดวัคซีนเชื้อตาย ดังนี้

  1. หญิงตั้งครรภ์
  2. ผู้ดูแลเด็กเล็กกว่า 6 เดือน เนื่องจากเด็กเล็กกว่า 6 เดือนไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานจากวัคซีนชนิดนี้ได้ดีพอ
  3. บุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล ฯลฯ เพราะต้องคลุกคลีกับคนป่วย
  4. เด็กอายุ 6 เดือนถึง 24 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่ติดเชื้อและแพร่ให้ผู้อื่นได้สูง
  5. คนที่มีอายุ 25-64 ปี ที่มีโรคประจำตัว
  6. คนที่มีอายุ 25-64 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัว
  7. คนที่มีอายุมากกว่า 64 ปี ทั้งที่มีโรคประจำตัวและไม่มีโรคประจำตัว

สำหรับประเทศไทย ได้มีการจองซื้อวัคซีนชนิดเชื้อตายจากต่างประเทศประมาณ 2 ล้านโดส (1 คน ต้องฉีด 2 โดส) และกำลังดำเนินการพยายามผลิตวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอยู่ ดร. พญ.จงกล เลิศเธียรดำรง (สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ) และคุณทิพยวรรณ ธนไพศาล (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) และคณะ ประเมินว่า คนไทยที่ควรรับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่จะผลิตขึ้นในประเทศ คือช่วงอายุ 6 เดือน -49 ปี ในเบื้องต้นคาดว่ามีทั้งหมดประมาณ 40 ล้านคน ส่วนหญิงตั้งครรภ์และคนมีโรคประจำตัวจะรับการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายที่สั่ง ซื้อจากต่างประเทศแทน

ที่มา : www.flu2009thailand.com

รู้จัก ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีชื่อเรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวัดเม็กซิโก, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น


วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

ก่อนที่ไข้หวัดหมูดั้งเดิมจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมู และมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน
ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก

จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือที่มีการบัญญัติชื่อใหม่ว่า ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลามไปทั่วโลก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว


การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

เชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยระยะฟักเชื้อของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากน้อยแค่ ไหน

ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ซึ่งสามารถแพ้เชื้อได้ ตั้งแต่ผู้ติดเชื้อยังไม่ปรากฎอาการ หรือหลังจากปรากฎอาการไข้แล้ว

ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60


อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
เมื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที


ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน


โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบตามมา รวมถึงหัวใจวาย และอาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งโรคแทรกซ้อนนี้สามารถคร่าชีวิตได้ หากผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และติดยาเสพติด เป็นต้น


ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วพบว่าตัวเองมีไข้สูง 38.5 องศา มีไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน มีจุดเลือดตามตัว ตาเหลือง เจ็บคอมาก มีเสมหะสีเขียวๆ เหลืองๆ ผิวสีม่วง หรือได้พยายามรักษาตัวเองแล้ว แต่ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยวิธี PCR ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้สามารถหาเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และควรเข้ารับการตรวจรักษาภายในห้องตรวจพิเศษ Negative Pressure เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสต่อไปยังผู้อื่น


การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009


องค์การอนามัยโลก ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังไม่สามารถป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้ แต่จากผลการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ

  • โอเซล ทามิเวียร์ (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู)  เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้อง เลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง
     
  • ซานามิเวียร์ (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการแพ้สารแลคโตส ตัวยามีลักษณะเป็นเบบชนิดพ่นเท่านั้น ผลข้างเคียงของยานี้คือ เพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจลำบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากอาการชัก อาการสับสน ความประพฤติผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก

ทั้งนี้ยาทั้งสองชนิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว  แต่ต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง เพราะมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกำลังเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้อยู่ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา อย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้ได้วัคซีนที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันโอกาสการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะเข้าไปผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลในตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเชื้อใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดื้อยาเพิ่มขึ้น และแพร่ระบาดจากคนสู่คนมากขึ้นต่อไป

นอกจากนี้หากใครที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อจะได้เฝ้าระวังและรักษาได้ทัน


วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่
วัคซีนสำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ อาจไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก็ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลได้ ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผสมกับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จนกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดฉีด และเป็นวัคซีนเชื้อตาย จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ทุกปีจะมีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยองค์กรอนามัยโลกจะคาดเดาว่า ในปีนั้นจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใดระบาด และแยกผลิตเป็นสองสูตร สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือ และประเทศในซีกโลกใต้

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถฉีดได้ในเด็ก ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนในปีแรก ให้ฉีด 2 เข็ม โดยห่างกัน 1 เดือน จากนั้นให้ฉีด 1 เข็ม ในแต่ละปี หากเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ให้ฉีดวัคซีนปีละครั้ง โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นขึ้นมา อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงนัก ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาจมีอาการปวดบวมแดงเฉพาะที่ หรืออาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัว นาน 1-2 วัน

แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไม่มากนัก และผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเราก็ควรต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถเตรียมการป้องกัน และเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ดีที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไปนั่นเอง

ที่มา : www.kapook.com
Follow us on Twitter! Follow us on Twitter!
Replace this text with your message